วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การป้องกันโรคในฤดูหนาว

(สำเนา)
ประกาศกรมแพทย์ทหารบก

เรื่อง   คำแนะนำการป้องกันโรคที่พบบ่อยในฤดูหนาว

---------------------------------
            เนื่องจากขณะนี้ถึงฤดูหนาวแล้ว และในช่วงฤดูหนาวมีโรคหลายชนิดที่พบบ่อยกว่าฤดูอื่น กรมแพทย์ทหารบกมีความห่วงใยทหารและครอบครัว เกรงว่าจะเกิดการเจ็บป่วยขึ้น จึงขอแนะนำให้ทราบโรคที่พบบ่อยในฤดูหนาวและการป้องกัน ดังนี้.-
1. โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดอักเสบ ปอดอักเสบ เป็นโรคที่พบบ่อยในฤดูหนาวและฤดูฝน
               1.1 สาเหตุ  เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย
               1.2 การติดต่อ เชื้อโรคเหล่านี้จะแพร่ออกมาพร้อมกับลมหายใจ น้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยหรือพาหะ การไอ จามหรือพุดจะทำให้เชื้อออกมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจึงติดต่อได้ง่ายโดยหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป หรือเชื้อโรคอาจติดตาม ภาชนะ ผ้าเช็ดตัวหรือมือทำให้แพร่โรคต่อไปได้
               1.3 อาการ อาการของโรคกลุ่มนี้มีแตกต่างกันแล้วแต่เชื้อโรค อวัยวะที่ติดเชื้อและเวลาที่เป็นโรค อาการเหล่านี้ ได้แก่ ไข้ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก หอบ ปวดเมื่อย โรคแทรกซ้อนที่สำคัญของกลุ่มนี้ คือ ปอดอักเสบ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจตายได้
               1.4 การป้องกันและควบคุม
                        1.4.1 หลีกเลี่ยงการอยู่ที่แออัด การจัดที่พักทหารต้องมีอากาศถ่ายเทได้ดี
                        1.4.2 กวดขันการสุขาภิบาลโรงเลี้ยง ภาชนะเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับการประกอบอาหารและบริโภคต้องรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ ถ้าเจ้าหน้าที่ประกอบอาหารหรือเจ้าหน้าที่โรงเลี้ยงป่วยด้วยโรคติดต่อเชื้อระบบทางเดินหายใจ ต้องให้พักงานชั่วคราวจนกว่าจะหายเป็นปกติ
                        1.4.3 ปฏิบัติหลักสุขศาสตร์ส่วนบุคคล โดยการไม่ใช้ภาชนะสำหรับใส่อาหาร ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน เวลาไอต้องปิดปากและจมูก ไม่ถ่มน้ำลายและเสมหะลงตามพื้น
                        1.4.4 รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อให้มีความต้านทานโรคที่สูงพอ โดยออกกำลังกายพอควร ไม่ตรากตรำเกินไป และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงจากเหตุบั่นทอนสุข-ภาพ เช่น นอนดึก เสพของมึนเมา เป็นต้น บริโภคอาการที่มีคุณค่าและเพียงพอ และรักษาร่างกายให้อบอุ่นโดยสวมเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ
                        1.4.5 เมื่อมีผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจต้องรีบแยกไว้รักษาต่างหาก ทั้งนี้แล้วแต่เจ้าหน้าที่แพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป
-2-
            2. โรคเยื่อตาอักเสบหรือโรคตาแดง พบว่าเคยระบาดในช่วงปลายฤดูหนาว
               2.1 สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส
               2.2 การติดต่อ เชื้อโรคออกมากับขี้ตาของผู้ป่วย แล้วแพร่ไปสู่ผู้อื่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น การให้ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หรือเครื่องใช้ร่วมกัน โรคนี้จะระบาดได้ง่ายในทหารที่พักอยู่รวมกัน หากมีคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ เชื้อโรคอาจติดมากับมือที่ใช้จับต้องของใช้ร่วมกับผู้ป่วย แล้วนำมาสัมผัสตา ทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ อาจเพร่โดยแมลงหวี่ที่ชอบตอมตาหรืออาจเกี่ยวกับการอาบน้ำในแหล่งน้ำที่มีผู้ใช้น้ำร่วมกันมากๆ
               2.3 อาการ มีการอักเสบของเยื่อบุตาอย่างรุนแรง และมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา ทำให้เคืองตามาก ตาพร่ามัว และมีน้ำตาไหลมาก หนังตาบวม อาจมีอาการตาแดงข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง
               2.4 การป้องกันและควบคุม
                        2.4.1 เมื่อพบผู้ป่วยโรคนี้ต้องรีบแยกผู้ป่วยทันที และให้ส่งสถานพยาบาลใกล้เคียง
                        2.4.2 ปฏิบัติตามหลักสุขศาสตร์ส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการไม่ใช้สิ่งของและภาชนะร่วมกัน ขณะการระบาดของโรคให้ระมัดระวังการติดเชื้อบริเวณห้องส้วม ห้องน้ำ และห้องอาหาร
                        2.4.3 แนะนำให้ทหารทราบถึงอาการโรคนี้ เมื่อปรากฏอาการที่น่าสงสัย ให้รีบปรึกษาเจ้าหน้าที่แพทย์ทันที
                        2.4.4 เมื่อมีอาการตาแดงหรืออาการที่สงสัยว่าเป็นโรคนี้ไม่ควรล้างตา เพราะในน้ำตามีภูมิต้านทาน การล้างตาเท่ากับการล้างเอาภูมิต้านทานทิ้งไปและอาจทำให้การติดเชื้อลามจากตาข้างหนึ่งไปสู่ตาอีกข้างหนึ่งได้
                        2.4.5 ถ้ามีทหารป่วยด้วยโรคนี้เกิน 5%  ให้รายงาน พบ.โดยด่วน
            3. โรคภูมิแพ้ โรคนี้มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนอุณหภูมิของอากาศ ได้แก่ โรคหืดหลอดลม และโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโรคแพ้อากาศ
               3.1 สาเหตุ   เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกิน (ภูมิแพ้)  ของร่างกายคนที่มีต่อสารหรือสิ่ง
แวดล้อมบางอย่าง สภาพอากาศที่เย็นหรือสภาวะที่เปลี่ยนอุณหภูมิก็เป็นสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะกระตุ้นผู้ป่วยให้มีอาการต่างๆ แล้วแต่ชนิดของโรคภูมิแพ้ ตัวอย่างสารที่ผู้ป่วยแพ้

ได้แก่ ฝุ่น เชื้อรา ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น

               3.2 การติดต่อ โรคกลุ่มนี้เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่พบว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้
-3-
               3.3 อาการ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ เลยถ้าไม่ได้สัมผัสกับสารเคมีหรือสิ่งแวดล้อมที่ผู้ป่วยแพ้ แต่ถ้าสัมผัสกับสิ่งที่แพ้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดหลอดลมจะมีการหอบ แน่นหน้าอก ไอ หายใจลำบาก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จะมีอาการจาม มีน้ำมูกใสไหล คันจมูก คัดจมูก อาการเหล่านี้จะเป็นๆ หายๆ แล้วแต่ผู้ป่วยได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่เขาแพ้หรือไม่ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดได้ง่ายในฤดูหนาว ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้ผู้ที่เป็นโรคหืดหลอดลม และโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการได้ง่ายหรือมีอาการมากขึ้น
            3.4 การป้องกัน
               3.4.1 หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ เป็นวิธีที่สุด ถ้าทรายว่าแพ้สารใด
               3.4.2 หลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสริมต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการขึ้น เช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงหรือความเครียด
               3.4.3 หลีกเลี่ยงจาการกระทบกับความเย็น โดยสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่น ดื่มน้ำอุ่น ไม่อยู่ในที่มีอุณหภูมิเย็นจัดหรือร้อนจัด
               3.4.4 รักษาร่างกายให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
               3.4.5 ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา

                                                ประกาศ         วันที่      8    พฤศจิกายน    2530

                                                (ลงชื่อ)  พลโท      สิงหา   เสาวภาพ
                                                                        (  สิงหา   เสาวภาพ  )
                                                                        เจ้ากรมแพทย์ทหารบก



วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2553



เมื่อ ๑๔ ต.ค.๕๓ เวลา ๑๔๐๐ น. พ.อ.อำนาจ รัตนภานพ รอง เสธ.(๑)
เป็นประธานพิธีมอบป้ายรับรองมาตรฐานอาหารสะอาดรสชาติอร่อยให้กับ
เจ้าของผู้ประกอบการร้านจำหน่ายอาหาร,แผงลอย.โรงอาหาร และก๋วยเตี๋ยวอนามัย
ในพื้นที่ รร.จปร. โดย มี พ.ท.พรชัย มาลัยพวง หน.ผวป.รพ.รร.จปร.
จ.ส.อ.อนุศักดิ์ ทองสุวรรณ และ จ.ส.ต.โกมิน ลาวชัย เป็นฝ่ายอำนวยการ
ดังนี้
ร้านอาหาร ๕ ร้าน
แผงลอย ๒๑ แผง
โรงอาหาร/โรงครัว ๔ แห่ง
แผงลอยก๋วยเตี๋ยวอนามัย ๒ แผง
















คำแนะนำ เรื่องการป้องกันโรคตาแดง

คำแนะนำ เรื่องการป้องกันโรคตาแดง

บทความประชาสัมพันธ์
โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
โทร ๐๓๗ - ๓๙๓๐๑๐ – ๔ ต่อ ๖๒๒๓๕ โทรสาร ๐๓๗ - ๓๙๓๐๐๓
เรื่อง โรคตาแดงและการป้องกัน
สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส
การติดต่อ : โรคตาแดงเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย จากคนสู่คน โดยการสัมผัสเชื้อที่ออกมากับน้ำตา หรือขี้ตา แล้วแพร่ไปสู่ผู้อื่น ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม เช่น การใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า หรือเครื่องใช้ร่วมกัน โรคนี้อาจระบาดได้ง่ายในทหารที่พักอยู่รวมกัน หากมีคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ เชื้อโรคอาจติดมากับมือที่ใช้จับต้องของใช้ร่วมกับผู้ป่วยแล้วนำมาสัมผัสตา ทำให้เกิดอาการติดเชื้อได้ อาจแพร่โดยแมลงวี่ที่ชอบตอมตา หรืออาจเกี่ยวกับการอาบน้ำในแหล่งน้ำที่มีผู้ใช้น้ำร่วมกันมากๆ
การป้องกันและควบคุม
๑. ควรล้างมือบ่อยๆ เพราะมือไปจับสิ่งของต่างๆ อาจมีเชื้อไวรัสติดมา
๒.อย่าเอามือป้ายตาตนเอง หรือไปป้ายตาคนอื่น เพราะอาจจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรค
๓.ไม่ควรใช้ของใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือใน
ห้องน้ำ ปลอกหมอน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค
๔.หากมีการระบาดในหน่วยทหาร ให้ระมัดระวังการติดเชื้อบริเวณห้องส้วม ห้องน้ำ และโรงเลี้ยง เมื่อพบผู้ป่วยโรคนี้ต้องแยกผู้ป่วยทันที และให้ส่งสถานพยาบาลใกล้เคียงให้ผู้ป่วยหยุดอยู่กับบ้าน
๕.แนะนำให้นักเรียนนายร้อยหรือทหารหรือผู้ป่วยทราบถึงอาการโรคนี้ เมื่อปรากฏอาการที่น่าสงสัย ให้รีบปรึกษา เจ้าหน้าที่แพทย์ทันที
๖.ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำสกปรก หากบังเอิญน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา
ต้องรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที
๗. ถ้ามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้เกิน 5% ให้แจ้ง รพ.รร.จปร. โดยด่วน
…………………………………………….

ด้วยความปรารถนาดี จากแผนกเวชกรรมป้องกัน รพ.รร.จปร.

สอบสวนโรคตาแดงระบาดที่ รร.ตท.

สอบสวนโรคตาแดง

พ.ท.พรชัย มาลัยพวง หน.ผวป.รพ.รร.จปร.ร่วมกับ
ทีมสอบสวนโรค(SRRT)จาก สสจ.น.ย.สอบสวนโรคตาแดงและแนะนำการป้องกันควบคุมโรคตาแดงที่ รร.ตท.
เมื่อ ๒๐ ก.ย.๕๓









การกำจัดหนูในบ้านพัก,สำนักงาน

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

การกำจัดหนูในบ้านพัก,สำนักงาน

แนวทางการควบคุมและกำจัดหนูในพื้นที่บ้านพัก พบ.

หนูที่อาจพบเห็นได้ตามบ้านเรือนทั่วไปมี 4 ชนิด ได้แก่ หนูท่อ , หนูท้องขาว, หนูจี๊ด, หนูหริ่งบ้าน หนูบ้านฉลาดเรียนรู้เร็วเป็นสังคมครอบครัว มี พ่อ แม่ ลูก ลูกตัวที่โตเต็มวัย ถึงจะแยกครอบครัวออกไปหากินตามลำพังและสร้างครอบครัวใหม่ วันหนึ่ง ๆ จะมีช่วงของการท่องเที่ยวแสวงหาอาหารประมาณ 6 ชั่วโมง ในเวลากลางคืนหรือช่วงที่สงบเงียบ เวลาที่เหลือจะใช้ไปในการหลบซ่อนตัวอยู่ในรัง รัศมีในการหากินไม่เกิน 50 เมตร และมีเขตอิทธิพลเป็นของตนเองโดยเฉพาะ หนูบ้านของไทยอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 1 ปี
สถิติความสามารถของหนูบ้านไทย
1. การปีนป่ายทางดิ่ง สามารถไต่ลวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 มม.ได้อย่างสบาย ดังนั้นจึงไม่เป็นการยากลำบากในการไต่เสาไฟฟ้า ท่อน้ำ ต้นไม้
2. การกระโดดจากท่าปกติ สามารถพุ่งตัวขึ้นด้วยกำลังขาได้สูงถึง 1 – 2 ฟุต แต่ท่ามีทางวิ่งให้เล็กน้อย สามารถกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางซึ่งสูง 1-3 ฟุต ได้
3. กระโดดในแนวราบได้ไกลเกินกว่า 0.5-3 เมตร จึงสามารถข้ามคูน้ำหรือช่องว่างระหว่างอาคาร หรือกระโดดจากกิ่งไม้เข้าตัวอาคารได้
4. ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำได้นาน 3 วัน ดังนั้นจึงสามารถว่ายน้ำได้ไกลเกินกว่า 50 เมตร (R.rattus)
5. ดำน้ำได้นานมีความอึดนานกว่า 1 นาที (R.norvegicus)
6. สามารถขุดเป็นรู หรือโพรงลงไปในดินได้ลึกถึง 50 ซม. ( R. R.norvegicus)
7. ตกจากที่สูงไม่เกิน 50 เมตร จะไม่มีอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บ
8. กินอาหารได้ 10 % ของน้ำหนักตัว และต้องการน้ำเท่ากับ 54 % ของน้ำหนักตัว
9. ฟันคู่หน้าแหลมคมและแข็งแรง ใช้ในการกัดแทะ ขุดเจาะ
10. หนู 1คู่ สามารถออกลูกหลานแพร่พันธุ์ได้ 100-1200 ตัว ภายใน 1 ปี
การสังเกตหนูแต่ละชนิด
1. หนูท่อ หรือหนูนอร์เวย์ ( Rattus norvegicus ) ชื่ออื่น ๆ ที่เรียกกันตามท้องถิ่นได้แก่ หนูกองขยะ เพราะพบเห็นตามกองขยะเสมอ บ้างทีก็เรียกหนูขี้เรื้อน เพราะลักษณะของขนที่มีน้อย และหลุดเป็นหย่อม ๆ คล้ายกับลักษณะของสุนัขขี้เรื้อน หนูท่อตัวโตเป็นหนูในตระกูล Rattus ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด น้ำหนักตัวประมาณ 300 - 350 กรัม วัดจากโคนหางถึงปลายจมูก ประมาณ 19 - 25 ซม. ส่วนหางยาวประมาณ 16-20 ซม. ตาเล็ก ใบหูเล็ก จมูกเป็นสันทู่ เหมาะสำหรับหารขุดรู หางมี 2 สี ด้านบนสีจะเข้มกว่าด้านล่าง มีเกล็ดหยาบ ๆ ที่โคนหางเห็นได้ชัดเจน ตัวเมียมีเต้านมเรียงกันอยู่ที่ส่วนอก 3 คู่ และส่วนท้อง 3 คู่ หนูท่อตัวเมียออกลูกครั้งละ 8 - 12 ตัว ระยะหากินอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร ลักษณะมูลหนูคล้ายแคปซูล ด้านหัว และท้ายกลมมนมีขนาดโดยประมาณ 2 ซม. หนูท่อชอบขุดรูอยู่ตามพื้นดิน ดังนั้นแหล่งอาหารจึงอยู่บนที่ราบ เช่น ข้างกองขยะ ท่อระบายน้ำ บริเวณหลุมส้วม ใต้ถุนตึกหรืออาคาร บริเวณริมตลิ่งหรือทางน้ำไหล ตามแผงวางสินค้าในตลาด อาหารที่หนูท่อชอบมาก ได้แก่ อาหารสด เช่นไข่ ผักสด เนื้อสัตว์ ปลาและเศษอาหารที่เน่าเสีย หนูท่อไม่ชอบไต่ขึ้นที่สูงเพราะตัวโตและการยึดเกาะของเท้าไม่ดี
2. หนูท้องขาว มีชื่อทางวิชาการ 3 ชนิด คือ Rattus rattus rattus หรือ Black rat ชนิดที่สองเรียก Rattus rattus frugivorus หรือ Tree rat พวกนี้ชอบทำรังคล้ายรังนกบนต้นไม้ หรือตามพุุ่่มไม้ ชนิดที่สามเรียกว่า Rattus rattus alexandrianus ชอบอาศัยอยู่ตามเพดานของอาคารบ้านเรือน ตามช่องลม บริเวณกันสาดใต้หลังคา ถ้าบริเวณรอบบ้านมีต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ใกล้เคียง อาจพบหนูท้องขาวและรังอยู่บนต้นไม้นั้นด้วย หนูท้องขาวมีขนเป็นสีน้ำตาลเกือบดำเป็นมัน แต่ขนส่วนใต้ท้องมีสีขาวปนเทา หรือสีครีม น้ำหนักตัวประมาณ 90-250 กรัม วัดจากโคนหางถึงปลายจมูกยาวประมาณ 17-20 ซม. ส่วนหางจากโคนหางถึงปลายหางยาว 20-25 ซม. โดยทั่วไปความยาวของหางจะยาวกว่าลำตัว ลักษณะนี้เห็นได้ชัด อาหารที่ชอบ คือ พวกเม็ดพืช ได้แก่ข้าวชนิดต่าง ๆ ถั่ว ข้าวโพด มันฝรั่ง อาหารที่ออกรสหวาน ระยะหากินไม่เกินรัศมี 50 เมตร ลักษณะมูลหนู จะโค้งเป็นรูปกระสวย หัวท้ายแหลมยาวประมาณ 1 ซม. หนูท้องขาวรูปร่างปราดเปรียว ปีนป่ายคล่องแคล่ว ตัวเมียออกลูกครั้งละ 6-8 ตัว ตัวเมียมีเต้านมที่หน้าอก 2 คู่ และอยู่ที่ส่วนท้อง 3 คู่ ลักษณะเด่นชัด คือ จมูกแหลมยาว หูใหญ่ หางยาวกว่าลำตัวมีเกล็ดเล็ก ๆ ละเอียดตลอดหาง
3. หนูจี๊ด ชื่อทางวิชาการเรียก Rattus exulans ชื่ออื่น ๆ ที่ใช้เรียกกันคือ Polynesian rat , Ship or Black rat ลักษณะสำคัญที่สังเกตได้คือเวลาออกหากินจะส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ ๆ เป็นหนูขนาดเล็กตัวโตเต็มที่มีน้ำหนัก 40-50 กรัม วัดจากโคนหางถึงปลายจมูกยาวประมาณ 8-10 ซม. ส่วนหาง วัดจากโคนหางถึงปลายหางยาว 10-12 ซม. ตัวเมียมีเต้านมที่หน้าอก 2 คู่ ที่ส่วนท้อง 2 คู่ รูปร่างเพรียว จมูกแหลมตาโต หูใหญ่ ขนด้านหลังสีน้ำตาล ด้านท้องสีเทา หางยาวเรียบสีดำ ตัวเมียออกลูกครั้งละ 8-12 ตัว ระยะหากินอยู่ในรัศมีไม่เกิน 10 เมตรจากรัง ที่อยู่อาศัย ชอบที่สูงตามซอกมุมที่ลับตาของอาคาร ตามเพดาน รังหนูจี๊ดตรวจพบเสมอบริเวณหลังคาของฟาร์มเลี้ยงเป็ดและไก่ เส้นทางเดินหากินของหนูจี๊ดมักตรวจพบรูค่อนข้างกลมขนาด 2 ซม. เป็นช่องทางใช้ผ่านเข้าออก ถ้ารูหรือช่องนี้ถูกปิด หนูจี๊ดจะพยายามเจาะที่เดิมอีก แสดงว่าเป็นสัตว์ที่ไว้ใจกับสิ่งคุ้นเคย และจะหลีกเลี่ยงสิ่งของที่แปลกใหม่ อายุขัยเฉลี่ย 100 วัน กินอาหารได้ทุกชนิดชอบเมล็ดพืช ผลไม้ ถั่ว ขนมปัง และอาหารที่มีกลิ่นและรสหวาน
4. หนูหริ่งบ้าน (Asian house mouse ) ชื่อทางวิชาการคือ Mus musculus เป็นหนูบ้านที่มีขนาดเล็กที่สุด น้ำหนักตัวประมาณ 10-15 กรัม วัดจากโคนหางถึงปลายจมูกยาวประมาณ 9 ซม. วัดจากโคนหางถึงปลายหาง 6-9 ซม. ขนด้านหลังสีเทาปนน้ำตาล ลักษณะอ่อนนุ่มเป็นมัน ขนด้านท้องสีขาว หางด้านบนสีดำ ด้านล่างสีจางกว่า ตัวเมียมีเต้านมที่หน้าอก 3 คู่ ที่ท้อง 2 คู่ ตัวเมียออกลูกครั้งละ 5-6 ตัว จำนวนลูกเฉลี่ยต่อปีประมาณ 34 ตัว ชอบอาศัยอยู่ตามลิ้นชัก ซอกตู้ ที่เก็บของ ช่องรอยแตกของฝาหรือกำแพง ชั้นเก็บวัสดุอาหาร ตามกล่องที่ตั้งไว้ในที่ลับตา รัศมีออกหากินไม่เกิน 10 เมตรจากรัง ตัวผู้จะหากินไกลกว่าตัวเมีย ลักษณะของมูลเป็นแท่งสั้น ๆ ปลายแหลมยาวประมาณครึ่งเซนติเมตร ชอบสะสมอาหาร และอยู่เป็นครอบครัว ๆ มีตัวเมียหลายตัวต่อตัวผู้ 1 ตัว กินอาหารได้ทุกชนิด อาหารที่ชอบ เมล็ดพืชประเภทข้าว

โรคที่เกิดจากหนู

หนูเป็นรังของโรค ( Reservoir of infectious agent ) หลายชนิด ซึ่งอาจแพร่มาสู่คน ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย โรคสำคัญที่เกิดจากหนู และควรมีมาตรการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มดังนี้
1. กลุ่มโรคที่เกิดจากตัวหนูโดยตรง ได้แก่ โรคฉี่หนู หรือเล็ปโตสไปโรซิส , โรคไข้หนูกัด โรคไข้สมองอักเสบ ( Angiostrongyliasis ) โรคพยาธิตาบวม (Trichinosis ) โรคไข้สมองอักเสบไวรัส LCM
2. กลุ่มโรคที่เกิดจากหมัดหนู ได้แก่ กาฬโรค ไข้รากสาดใหญ่ (Murine Typhus fever , Flea borne )
3. กลุ่มโรคที่เกิดจากไรหนู ได้แก่ ไข้รากสาดใหญ่ ( Scrop typhus, Mite borne )
4. กลุ่มโรคที่เกิดจากเหาหนู ได้แก่ ไข้กลับซ้ำ ( Relapsing Fever , Louse borne )ไข้รากสาดใหญ่ ( Classical Typhus fever )
5. กลุ่มโรคที่เกิดจากเห็บหนู ได้แก่ ไข้กลับซ้ำ ( Relapsing Fever , Tick borne )

มาตรการในการป้องกันและกำจัดหนู นขต.บก.พบ.และในพื้นที่บ้านพัก พบ.
วิธีดำเนินการ

การควบคุมหนูบ้านให้ได้ผลดี และทำให้พื้นที่นั้น ๆ ปลอดหนูอย่างถาวรนั้นเป็นเรื่องกระทำได้ยาก ขึ้นอยู่กับวินัยทางสุขาภิบาลของบุคคล และชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญ มาตรการที่จะนำมาใช้ในการป้องกันหรือกำจัด ต้องร่วมมือกันปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และพร้อมเพรียงกัน
1. การปรับปรุงที่ทำงานและบ้านอาศัยตามหลักการสุขาภิบาล
2.1 ป้องกันมิให้หนูเข้าสู่ที่ทำงาน และที่พักอาศัย เช่น ปิดหรืออุดช่องทางเข้าออกของหนู ด้วยวัสดุที่หนูไม่สามารถกัดแทะได้ สร้างสิ่งกีดขวางทางเดิน ทางวิ่งของหนู
2.2 เก็บรวบรวมขยะมูลฝอยใส่ภาชนะปิดให้มิดชิด เพื่อเป็นการกำจัดแหล่งอาหารของหนู ก่อนนอนควรนำขยะทั้งหมดในครัวเรือนนำมาทิ้งในที่ทิ้งถังขยะรวมที่จัดทำไว้ให้
2.3 ดูแลรางระบายน้ำโสโครก ท่อน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เป็นช่องทางเดิน , ทำรังพักอาศัย หรือเป็นแหล่งอาหาร
1.4 จัดอาคารสำนักงาน / บ้านเรือน ทั้งภายในและบริเวณรอบ ๆ ให้สะอาดไม่รกรุงรัง ไม่ให้มีมุมอับอันเป็นที่หลบซ่อน หรือเป็นที่พักอาศัยได้
1.5 จัดเก็บอาหาร หรือเสบียง อาหารแห้งต่าง ๆ ในภาชนะที่มิดชิดและป้องกันการกัดแทะของหนูได้
1.6 การนำอาหารมารับประทานในอาคารสำนักงาน จะต้องนำถุงพลาสติกใส่อาหาร และเศษอาหารที่รับประทานเหลือ ไปทิ้งที่ถังขยะภายนอกอาคารที่จัดไว้ให้ทุกวันหลังเลิกงาน

3. การกำจัดหนูโดยใช้สารพิษ
3.1 สารพิษที่ออกฤทธิ์เร็ว ใช้ผสมกับเหยื่อโดยอัตราส่วนของความเข้มข้น 0.1 – 10 % เช่น ซิงค์ฟอสไฟด์ , เรดสควิล , สตริคนิน , ฟอสฟอรัสเหลือง เป็นต้น ใช้ผสมกับเหยื่อประเภท เนื้อบด ปลาป่น ข้าวโพดป่น ปลายข้าว เนื้อมะพร้าว ( สารพิษ 1 หน่วย ต่อเหยื่อ 99 หน่วย) เพื่อให้เยื่อพิษมีกลิ่นและรสจูงใจหนู ควรผสมน้ำเชื่อมหรือน้ำมันพืชเล็กน้อย ระหว่างคลุกเคล้า หนูจะตายภายใน 1 – 2 ชั่วโมง
3.2 สารพิษที่ออกฤทธิ์ช้า เป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ยับยังการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant ) ใช้ผสมกับเหยื่อเช่นเดียวกัน ตัวอย่างของสารพิษชนิดนี้ ได้แก่ ราคูมิน , พินโดน , ฟูมาริน แต่ในปัจจุบันมีการผลิตเหยื่อพิษสำเร็จรูปจำหน่าย ทำให้สะดวกในการใช้งาน และได้ผลดี เช่นเหยื่อสำเร็จรูป โบรมาดิโอโลน หรือ KED หนูจะเข้ามากินเหยื่อหลายครั้งโดยไม่ระแวงสงสัย เมื่อได้รับสารพิษเข้าไปในระดับที่เป็นพิษ จะทำให้หนูตกเลือดทั้งภายนอกภายใน และตายภายใน 1 – 3 วัน
4. การกำจัดหนูโดยใช้กรงดัก การใช้กรงดักหนูเป็นวิธีการดำเนินการต่อจากการใช้วิธีสารพิษซึ่งได้ดำเนินการกำจัดครั้งใหญ่ไปแล้ว จึงใช้กรงดักหนูเป็นวิธีกำจัดต่อไป

คำแนะนำ เรื่อง ข้อปฏิบัติสำหรับกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คำแนะนำ เรื่อง ข้อปฏิบัติสำหรับกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก

คำแนะนำ เรื่อง ข้อปฏิบัติสำหรับกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก
เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอ็ช 1 เอ็น 1)
กระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 8 กรกฎาคม 2552

คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ฉบับนี้ สามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดข้อปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอ็ช 1 เอ็น 1) หากจะมีการรวมตัวกันของคนหมู่มากภายในพื้นที่ เช่น การแสดงมหรสพ การประชุมขนาดใหญ่ การแข่งขันกีฬา งานนิทรรศการ งานแต่งงาน งานรื่นเริง หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีการรวมตัวกันของคนหมู่มาก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กลางแจ้งหรือในร่ม ควรมีการปฏิบัติเช่นเดียวกัน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความแตกต่างของการแพร่กระจายโรค กระทรวงสาธารณสุขจึงขอให้คำแนะนำ ดังนี้

คำแนะนำสำหรับผู้จัดงานหรือเจ้าภาพงาน
1. ผู้จัดงานหรือกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก ควรให้ข้อมูลข่าวสารในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้มาร่วมงานหรือกิจกรรม โดยใช้ช่องทางต่างๆ เช่น การส่งจดหมายแจ้งข่าว การประกาศในงาน การลงคำแนะนำในหนังสือพิมพ์ มุมนิทรรศการ
2. ผู้จัดงานควรอำนวยความสะดวกในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้ร่วมงาน เช่น
· จัดอ่างล้างมือ พร้อมสบู่ กระดาษทิชชู ในห้องน้ำ ให้พอเพียง
· ทำป้ายคำแนะนำหรือหน่วยให้คำแนะนำผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่บริเวณ ทางเข้างาน
· จัดบริการทางเลือกสำหรับผู้ที่ประสงค์มาร่วมงานเพื่อลดความแออัด โดยการสื่อสาร ข้อมูลทางอื่นทดแทนการมาร่วมงาน เช่น ให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ จดหมาย
· จัดให้มีผู้ทำความสะอาดอุปกรณ์และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ห้องน้ำ ด้วยน้ำผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป อย่างสม่ำเสมอและบ่อยกว่าในภาวะปกติ
· จัดหาหน้ากากอนามัยสำหรับผู้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกิจกรรม

คำแนะนำสำหรับผู้มาร่วมกิจกรรม
1. ผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หากอาการไม่มาก ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 7 วันนับจากวันเริ่มป่วย หรือหลังจากหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน
และไม่ควรเข้าร่วมงานหรือกิจกรรมกับคนหมู่มาก แต่หากจำเป็นต้องเข้าร่วมงาน ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
2. กลุ่มเสี่ยงที่หากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ หญิงมีครรภ์ และผู้มีโรคอ้วน ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่กระจายของโรคนี้ในวงกว้างแล้ว
3. ประชาชนทั่วไปที่ไปรวมตัวกัน ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี เช่น ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ หากมีอาการไอ จาม ให้ใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าปิดปากปิดจมูก หากไม่มีหรือหยิบไม่ทัน ไม่ควรใช้มือป้องจมูกปาก (เพราะหากป่วย เชื้อจะติดอยู่ที่มือ แล้วไปเปรอะเปื้อนตามสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ) ให้ไอจามใส่แขนเสื้อแทน จะช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายหรือเสมหะได้ดี
4. จากความรู้เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่และสถานการณ์ในขณะนี้ การที่ประชาชนที่ไม่ป่วยสวมหน้ากากอนามัย จะมีประโยชน์น้อย แต่หากผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย จะมีประโยชน์ในการลดการแพร่กระจายเชื้อและป้องกันการระบาดได้มาก